Home | บทความ

ปรากฏการณ์'โดมความร้อน' สัญญาณเตือน... กทม.จ่อวิกฤติฝนถล่ม

              ปรากฏการณ์ฝนตกในพื้นที่เขตกรุงเทพฯ เมื่อช่วงต้นเดือนมิถุนายน ที่ผ่านมา ชี้ให้เห็นถึงปรากฏการณ์ฝนที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม “มลพิษ” และ “ความร้อนสะสม” บริเวณใจกลางเมือง ได้ก่อให้เกิดกลุ่มเมฆขนาดใหญ่ และพัดพาฝนในปริมาณที่มากกว่าปกติ ไปตกในพื้นที่ด้านบนของกรุงเทพฯ แทน

              การเกิดฝนในรูปแบบดังกล่าว ดร.สุรเจตส์ บุญญาอรุณเนตร หัวหน้ากลุ่มงานแบบจำลอง สถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร (สสนก.) ตั้งข้อสังเกตว่า สถานการณ์ฝนในเขตเมืองเกิดจากหลายปัจจัยที่ประกอบกัน

              จากที่ได้ติดตามข้อมูลลักษณะฝนของกรุงเทพฯ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา จะเห็นชัดเจนว่า สถานการณ์ฝนที่เกิดขึ้นในเมืองมี 2 ลักษณะ คือ แบบที่เมฆก่อตัวในพื้นที่ทำให้เกิดฝนตกหนัก และหายไป พบได้ 70% ในขณะที่ฝนตามฤดูกาล ซึ่งเกิดจากแนวฝนเคลื่อนตัวจากพื้นที่รอบนอกเข้ามาถึงกรุงเทพฯ พบได้ราว 30%

              แล้วตัวเลขดังกล่าวเริ่มส่งสัญญาณอะไรบ้างอย่าง?

              รูปแบบของฝนที่ก่อตัวในเขตเมืองเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน จึงกล้าสรุปได้ว่า สถานการณ์ฝนดังกล่าวเกิดจากปรากฏการณ์ “โดมความร้อน” หรือ Heat Island ซึ่งนักวิจัยชาวต่างประเทศได้ให้คำจำกัดความไว้ก่อนหน้านี้เกิดโดมความร้อนในเขตเมือง

              จากทฤษฎีการเกิดโดมความร้อนในเขตเมือง อุณหภูมิระหว่างครึ่งบน และครึ่งล่างของเมืองจะต้องแตกต่างกันอย่างชัดเจน

              อุณหภูมิรายชั่วโมงจากสถานีโทรมาตรตรวจอากาศ สสนก. รังสิตคลอง 7 จ.ปทุมธานี พบอุณหภูมิสูงขึ้นช่วงวันที่ 2-3 มิถุนายน 2556 ขณะที่อุณหภูมิรายชั่วโมงจากสถานีโทรมาตรตรวจอากาศ สสนก. รพ.ป้อมพระจุลฯ จ.สมุทรปราการ อุณหภูมิต่ำลงช่วงวันที่ 2-4 มิถุนายน 2556 ประกอบกับลมใต้หนุน พัดจากอ่าวไทยขึ้นสู่ด้านบน

              “ปัจจัยจากความร้อนสะสม ก่อนวันที่ 3 มิถุนายน ทำให้อุณหภูมิเพิ่มขึ้น 5 องศา ขณะที่อุณหภูมิกรุงเทพตอนบนร้อน และกรุงเทพตอนล่างเย็น ซึ่งเป็นไปตามคำยืนยันและทฤษฎีที่บอกว่า โดมความร้อนจะเกิดในเขตเมืองที่อยู่ใกล้ทะเล และอิทธิพลของลมมรสุมที่เข้ามาเกี่ยวข้อง” ดร.สุรเจตส์ กล่าว

              ในวันที่ 3 มิถุนายน มีกลุ่มเมฆหนาก่อตัวในเขตเมืองในช่วงเที่ยงวัน ขณะที่โดยรอบกลับไม่มีเมฆ จากนั้นฝนได้ตกในช่วงบ่ายบริเวณเขตดอนเมือง ตรงกับข้อมูลจากภาพเรดาร์ฝน กรุงเทพฯ ชี้ให้เห็นว่า ปริมาณฝนได้ตกหนักบริเวณตอนบนของจังหวัด ซึ่งมีโอกาสเกิดได้บ่อยขึ้น แต่ใช้ว่าฝนที่พบในกรุงเทพฯ ทุกครั้ง จะเกิดจากโดมความร้อน

              เมื่อเมฆก่อตัวขึ้นจากความร้อนทำให้อากาศยกตัวลอยสูงขึ้น ประกอบกับมลพิษจากฝุ่นในเมือง ที่ทำให้เกิดความชื้น และลมในแนวดิ่งกำลังแรง ทำให้ฝนตกไม่ทั่วฟ้า เกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง แต่ไม่ได้มีการศึกษาวิเคราะห์มาก่อน

              สิ่งที่น่ากังวล คือ รูปแบบการเกิดฝนของกรุงเทพฯ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา มักพบฝนเฉพาะจุด ซึ่งอธิบายได้ 2 อย่าง คือ เมืองมีความร้อนเพิ่มขึ้น กับฝุ่นที่เกิดจากท่อไอเสียของรถยนต์ที่มีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยอนุภาคฝุ่นขนาดเล็กทำให้ความชื้นก่อตัว กลายเป็นฝนเทียม

              ที่ผ่านมายังไม่เคยมีการวิเคราะห์ว่า ทำไม หรือเพราะอะไรจึงทำให้ฝนที่ก่อตัวในพื้นที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้นจาก 70% ขยับขึ้นเป็น 80% และ 90% สำหรับฝนที่เกิดขึ้นเร็ว ตกผิดที่ผิดทาง ตกเฉพาะจุด ทำการพยากรณ์ทำได้ลำบาก

              อย่างไรก็ตาม จากนี้ไปคนกรุงเทพฯ ยังคงต้องเผชิญกับฝนตามฤดูกาล รวมถึงอิทธิพลจากความร้อน และฝุ่น ซึ่งเป็นปัจจัยทำให้ปริมาณฝนมากขึ้นจากที่เคยตก 10-20 มิลลิเมตร เพิ่มขึ้นเป็นเท่าตัว

              ข้อสังเกตที่ชัดเจนอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดขึ้นหลังฝนตกหนักจากอิทธิพลของโดมความร้อน ทำให้ระดับน้ำคลองสูงขึ้น 15 เซนติเมตร ในขณะที่ฝนที่ตกลักษณะแผ่กระจาย แม้จะตกไม่หนัก แต่มีปริมาณมากกว่าจนทำให้ระดับน้ำในคลองเพิ่มขึ้นมาถึง 60 เซนติเมตร ทำให้โจทย์ของการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่เมืองเปลี่ยนไป

              ผลกระทบของฝนตกหนักในขตเมือง นอกจากจะเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการระบายน้ำในพื้นที่กรุงเทพฯ อิทธิพลของฝน และลมพายุยังเพิ่มโอกาสเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากเสาไฟฟ้า ป้ายโฆษณาและต้นไม้หักโค่น รวมถึงปัญหาการจราจรทางอากาศที่ไม่สามารถใช้งานได้ชั่วขณะ

              หากในอนาคตถ้ากรุงเทพฯ ไม่ปรับตัวลดการใช้พลังงาน โดยหันมาใช้ระบบขนส่งทางราง เพิ่มต้นไม้และพื้นที่สีเขียวเพื่อทำให้เมืองเย็น โอกาสที่โดมความร้อนจะเกิดขึ้น 100% เป็นไปได้ และโอกาสที่ฝนตามฤดูกาลจะทวีความรุนแรงทำให้ปริมาณฝนเพิ่มขึ้น 10-20 มิลลิเมตร เป็นไปได้เช่นกัน

              ดร.สุรเจตส์กล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้แบบจำลองช่วยให้มีข้อมูลสำหรับเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคต การที่รู้แนวโน้มสถานการณ์เพื่อให้การตั้งรับทำได้ทัน แม้แบบจำลองจะให้ผลไม่ถูกต้อง 100% แต่ 60-70% ก็เพียงพอต่อการเฝ้าระวังสถานการณ์

              ทั้งนี้ต้องยอมรับว่า การพยากรณ์ฝนในเมืองที่แม่นยำ จำเป็นต้องใช้แบบจำลองที่มีข้อมูลมลพิษ ปัจจุบันแบบจำลองดังกล่าวมีอยู่ แต่ยังขาดข้อมูลแหล่งปล่อยมลพิษ ซึ่งเป็นข้อมูลสำคัญที่หากได้ยากทั้งในเขตเมือง และเขตนิคมอุตสาหกรรม เนื่องจากข้อมูลถูกปิดเป็นความลับ

              ขณะที่ ดร.สธร วิจารณ์วรรณลักษณ์ อาจารย์ประจำภาควิชาฟิสิกส์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ประเด็นเรื่องโดมความร้อนนั้น จริงๆ แล้วเกิดขั้นในประเทศไทยมาแล้วกว่า 20 ปี ตั้งแต่ช่วงปี 2530 และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วง 2553 จะสังเกตได้อย่างชัดเจน เพราะในช่วงฤดูหนาวอากาศไม่ค่อยหนาว ส่วนในช่วงฤดูร้อนกลับมีฝนตกหนัก โดยผลกระทบจะชัดเจนมากขึ้นในช่วงเวลากลางคืนและในช่วงฤดูหนาว เพราะจะทำให้อากาศเย็นตัวได้ช้าลง ซึ่งคาดว่าขนาดของโดมความร้อนในปัจจุบันน่าจะขยายกว้างออกไปตามการเจริญเติบโตของเมือง

              ปรากฏการณ์ "โดมความร้อน" ที่เกิดขั้น ถือเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นควบคู่ไปกับเมืองใหญ่ทั่วโลก สาเหตุเกิดจากลักษณะของกิจกรรมและการใช้ชีวิตของคนในเมือง เช่น การใช้รถยนต์ในการเดินทางและการเปิดแอร์ เป็นการระบายความร้อนออกสู่บรรยากาศ ทำให้อุณหภูมิในตัวเมืองสูงขึ้นเรื่อยๆ ลักษณะของการเคลื่อนตัวของความร้อนจะพุ่งขึ้นสูงที่สูงและไหลสู่รอบข้าง ทำให้เกิดขอบความแตกต่างของอุณหภูมิ ระหว่างบริเวณเมืองกับเขตปริมณฑล ลักษณะเช่นนี้จะทำให้ฝนตกมากบริเวณปริมณฑล ซึ่งเป็นขอบของโดมความร้อน

              "หลักการง่ายๆ ของโดมความร้อน เช่นเดียวกับพัดลมเป่าอากาศตามประตูห้างสรรพสินค้า ทำให้อุณหภูมิภายในค่อนข้างคงที่ และแตกต่างจากภูมิอากาศภายนอก ทำให้อากาศภายในไม่หมุนเวียน และในระยะยาว น่าจะทำให้มลพิษในอากาศสูงขึ้น ข้อสังเกตคือ หากฝนตกใจกลางเมืองจะไม่สามารถเคลื่อนตัวออกสู่เขตปริมณฑลได้ ส่วนที่มีการพูดกันว่า โดมความร้อนทำให้เกิดฝนตกช่วงเลิกงาน จริงๆ แล้วไม่ได้เกี่ยวข้องกันโดยตรง แต่ก็เป็นผลจากอากาศภายในโดมที่จะสูงสุดในช่วง 15.00-16.00 น. ในขณะที่อากาศและอุณหภูมิภายนอกลดลง จึงเกิดการคลายความชื้นและทำให้ฝนตก" ดร.สธน ระบุ

              แนวทางแก้ไขผลกระทบจากโดมความร้อน ดร.สธน แนะว่า ควรทำเช่นเดียวกับแนวทางการลดโลกร้อน แนวทางการปฏิบัติก็ค่อนข้างชัดเจน คือ 1.การลดใช้พลังงานโดยการเปิดแอร์ให้น้อยลง 2.การลดใช้รถยนต์ส่วนตัว หันมาใช้บริการรถโดยสารสาธารณะมากขึ้น 3.การเพิ่มพื้นที่สีเขียวในกรุงเทพฯ ให้มากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการปลูกต้นไม้ใหญ่ และการปรับปรุงดาดฟ้าอาคารสูงให้เป็นสวนสาธารณะขนาดย่อมๆ และ 4.การออกแบบอาคารควรต้องคำนึงถึงการดูดซับความร้อน และระวังการก่อสร้างตึกที่ทำจากกระจก เพราะเป็นตัวสะท้อนความร้อนออกภายนอก

              สำหรับพื้นที่เกิดโดมความร้อนจนทำให้อุณหภูมิเพิ่มก่อนฝนตก คือ ย่านราชเทวี สีลม สุขุมวิท ไปปะทะความชื้นฝั่งดอนเมือง ทำให้อุณหภูมิในพื้นที่ราชเทวี สีลม สุขุมวิท รัชดาฯ ทวีวัฒนา และดอนเมือง สูงขึ้นทันทีประมาณ 4-5 องศาเซลเซียส จาก 37 องศาเซลเซียส เป็น 42 องศาเซลเซียส ในวันที่ 3 มิถุนายน ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก และทำให้เครื่องบินลงไม่ได้หลายเที่ยวบิน ภาวะดังกล่าวนี้จะเกิดถี่มากขึ้นใน กรุงเทพฯ เนื่องจากภาวะโดมความร้อนที่สะสมมาตั้งแต่ปี 2554
................................................
(หมายเหตุ : ปรากฏการณ์'โดมความร้อน' สัญญาณเตือน... กทม.จ่อวิกฤติฝนถล่ม)

           
 thaiclimate  thaiclimate